ทางเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ

ทางเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ

แนวคิดในการกำหนดทางเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ

 

แนวคิดในการกำหนดรูปแบบการขยายช่องจราจรของทางหลวงโครงการ มีแนวทางในการพิจารณาดังนี้

  • การออกแบบจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมทางหลวงและมาตรฐานสากล
  • การออกแบบจะพิจารณาใช้พื้นที่เขตทางหลวงเดิมเป็นหลักในการก่อสร้างขยายผิวจราจรเป็นทาง 4 ช่องจราจร โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนแนวจากเส้นทางเดิม และใช้พื้นที่เขตทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของแนวเส้นทางโครงการแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ สภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบและลูกเนิน และสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา  ดังนั้นแนวคิดในการกำหนดรูปแบบการขยายช่องจราจรของโครงการจะพิจารณาออกแบบให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศดังกล่าว
  • สำหรับเส้นทางช่วงที่อยู่บนภูเขาสูงชัน รูปแบบการขยายช่องจราจรจะพิจารณาให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย โดยเฉพาะความมั่นคงของลาดคันทาง รวมทั้งการป้องกันลาดตัดและลาดถมให้เหมาะสมกับพื้นที่เขตทาง ตลอดจนการออกแบบความลาดชันของแนวเส้นทางและความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ศึกษา
  • ในการออกแบบประเภทเกาะกลางจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ทาง ความปลอดภัยบริเวณทางแยก ทางร่วม และความเหมาะสมในการรองรับความเร็วตามมาตรฐานทางหลวง 4 ช่องจราจร
  • การออกแบบจะต้องหลีกเลี่ยงสถานที่สำคัญ ๆ เช่น พื้นที่สงวนและอนุรักษ์ โบราณสถาน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน สถานศึกษา สถานพยาบาล สถานที่ราชการ เป็นต้น เพื่อให้มีผลกระทบน้อยที่สุด
  • พิจารณาให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องรื้อถอน และชดเชยสิ่งปลูกสร้างให้น้อยที่สุด

 

รูปแบบการขยายช่องจราจรของทางหลวงโครงการ

 

  จากการสำรวจสภาพเส้นทางของทางหลวงหมายเลข  225 สายนครสวรรค์ – ชัยภูมิ ช่วง กม.150+000 ถึง กม.187+000 ระยะทางรวม 37 กิโลเมตร พบว่า สภาพภูมิประเทศที่แนวเส้นทางผ่านประกอบด้วย พื้นที่ราบ พื้นที่ลูกเนิน และพื้นที่ภูเขา  โดยเขตทางหลวงเดิมบริเวณที่ผ่านพื้นที่ราบและพื้นที่ลูกเนินทั่วไปสามารถขยายทางหลวงจาก     2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ตามมาตรฐานชั้นทางพิเศษ ของกรมทางหลวง โดยอยู่ในเขตทางเดิมได้อย่างเพียงพอ สำหรับเส้นทางช่วงที่อยู่บนภูเขาสูงชันซึ่งเส้นทางลัดเลาะตามขอบภูเขาอาจจะต้องพัฒนารูปแบบการขยายช่องจราจร การป้องกันลาดตัดและลาดถมให้เหมาะสมกับพื้นที่เขตทางและพื้นที่อนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการออกแบบรูปแบบทางหลวงจะพิจารณาออกแบบให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมให้มากที่สุด  โดยบางช่วงมีการปรับปรุงแนวเส้นทางอาจจะต้องมีการเวนคืนที่ดินเพิ่มเติมตามความจำเป็น

   แนวคิดในการออกแบบรูปแบบการขยายช่องจราจรของทางหลวงโครงการ ที่ปรึกษาได้เสนอรูปแบบทางหลวงโครงการแบ่งตามสภาพภูมิประเทศและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมดังนี้

 

1)   รูปแบบทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ราบและลูกเนิน ระยะทางรวม 20  กิโลเมตร ประกอบด้วย

       -    ช่วงที่ 1  (กม.150+000 ถึง กม.154+700) 

       -    ช่วงที่ 3  (กม.161+800 ถึง กม.173+000)

       -    ช่วงที่ 6  (กม.182+900 ถึง กม.187+000)

2)   รูปแบบทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ภูเขา ระยะทางรวม 14.865  กิโลเมตร ประกอบด้วย

       -    ช่วงที่ 2  (กม.154+700 ถึง กม.161+800)

       -    ช่วงที่ 5  (กม.175+135 ถึง กม.182+900)       

3)   รูปแบบทางหลวงช่วงชุมชน ระยะทาง  2.135  กิโลเมตร ประกอบด้วย

       -    ช่วงที่ 4  (กม.173+000 ถึง กม.175+135)

4)   รูปแบบทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม  ระยะทาง 1.325 กิโลเมตร ประกอบด้วย

      -    กม.179+600 ถึง กม.180+925  (อยู่ในช่วงที่ 5)

   

แนวคิดการออกแบบขยายทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ราบและลูกเนิน

 

ทางหลวงโครงการช่วงที่ผ่านพื้นที่ราบและลูกเนิน ประกอบด้วย 3 ช่วง รวมระยะทาง 20  กิโลเมตร ประกอบด้วย 

  • ช่วงที่ 1 (กม.150+000 (จุดเริ่มต้นโครงการ) - กม.154+700)         ระยะทาง    7        กิโลเมตร 
  • ช่วงที่ 3 (กม.161+800 ถึง กม.173+000)                               ระยะทาง    11.2    กิโลเมตร
  • ช่วงที่ 6 (กม.182+900 ถึง กม.187+000 (จุดสิ้นสุดโครงการ))       ระยะทาง    1         กิโลเมตร

   ทางหลวงโครงการช่วงนี้สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ของแนวเส้นทางเป็นที่ราบและลูกเนิน ส่วนใหญ่ทางหลวงเดิมมีมาตรฐานเพียงพอที่จะปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานชั้นทางพิเศษ ของกรมทางหลวง โดยอยู่ในเขตทางเดิม  การขยายทางหลวงจาก 2 ช่องจราจร เป็นทาง 4 ช่องจราจร ในเขตทางหลวงเดิม 40 เมตร ต้องพิจารณาเรื่องรูปแบบทางหลวงให้เหมาะสมกับเขตทางหลวงเดิม โดยที่ปรึกษาเสนอรูปแบบที่เหมาะสมเป็น “ทางหลวง 4 ช่องจราจร แบบเกาะกลางถมดินและปลูกหญ้า (Raised Median)” โดยมีเหตุผลดังนี้

  • เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับเขตทางหลวงที่ไม่กว้างมาก เช่น กรณีของโครงการที่มีเขตทางเดิมกว้างประมาณ 40 เมตร
  • มีความเหมาะสมด้านวิศวกรรมค่อนข้างสูง สำหรับความกว้างเขตทาง 40 เมตร ซึ่งทำให้เพียงพอต่อการก่อสร้างองค์ประกอบทางหลวงได้อย่างครบถ้วน
  • สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ต่าง ๆ ที่สัญจรบนถนนได้เพียงพอ
  • สามารถจัดการจราจรบริเวณทางแยกและจุดกลับรถ ได้โดยสะดวกและปลอดภัย เนื่องจากมีการแบ่งแยกทิศทางการจราจรออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยเกาะกลาง
  • มีความปลอดภัยในการใช้ทางหลวงทั้งรถที่เดินทางไกลและรถในท้องถิ่น
  • บริเวณเกาะกลางสามารถนำมาตกแต่งและปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามได้

 แผนที่แนวเส้นทางช่วงที่ผ่านพื้นที่ราบและลูกเนิน

รูปตัดทางหลวง 4 ช่องจราจร แบบเกาะกลางถมดินและปลูกหญ้า (Raised Median)

 

แนวคิดการออกแบบขยายทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ภูเขา

 

ทางหลวงโครงการช่วงที่ผ่านพื้นที่ภูเขา ประกอบด้วย 2 ช่วง รวมระยะทาง 14.865  กิโลเมตร ประกอบด้วย 

  • ช่วงที่ 2 (กม.154+700 ถึง กม.161+800)                                 ระยะทาง    1         กิโลเมตร 
  • ช่วงที่ 5 (กม.175+135 ถึง กม.182+900)                                 ระยะทาง    6.44    กิโลเมตร

(ยกเว้นในช่วง กม.179+600-กม.180+925  ที่จะมีการคัดเลือกรูปแบบที่เหมาะสม)

ทางหลวงโครงการช่วงนี้สภาพภูมิประเทศของแนวเส้นทางเป็นภูเขา  การขยายทางหลวงจาก 2 ช่องจราจร เป็นทาง 4 ช่องจราจร ในเขตทางหลวงเดิม 40 เมตร ที่ปรึกษาเสนอรูปแบบที่เหมาะสมเป็น “ทางหลวง 4 ช่องจราจร แบบเกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier)  โดยมีเหตุผลดังนี้

  • เป็นรูปแบบที่ประหยัดพื้นที่ในการก่อสร้าง สามารถลดพื้นที่การตัดภูเขา และการถมเหวลึก
  • เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ไม่มีอุปสรรคข้างทาง ไม่มีชุมชนสองข้างทาง รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซ้าย - ขวา และเส้นทางคดเคี้ยวตามไหล่เขา เนื่องจากเกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier) จะเป็นตัวแบ่งแยกทิศทางการจราจรของสองฝั่งให้สัญจรได้อย่างปลอดภัย

แผนที่แนวเส้นทางช่วงที่ผ่านพื้นที่ภูเขา

รูปตัดทางหลวง 4 ช่องจราจร แบบเกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier)

 

แนวคิดการออกแบบขยายทางหลวงช่วงชุมชน

 

ทางหลวงโครงการช่วงที่ผ่านพื้นที่ชุมชนหนาแน่น ได้แก่ ทางหลวงโครงการช่วงที่ 4 (กม.173+000-กม.175+135)  ระยะทาง  2.135  กิโลเมตร ปัจจุบันสภาพทางหลวงช่วงนี้ได้ขยายเป็นทางหลวงขนาด 6 ช่องจราจรแล้ว  ดังนั้นการออกแบบทางหลวงช่วงนี้ ที่ปรึกษาเสนอให้คงสภาพเดิมไว้ หากจะมีการปรับปรุงอาจจะดำเนินการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบระบายน้ำ ทางเท้าที่อยู่ชิดเขตทาง ไฟฟ้าส่องสว่างให้เหมาะสมต่อการใช้งานต่อไป   

 

แผนที่แนวเส้นทางช่วงที่ผ่านพื้นที่ชุมชน

ทางหลวงโครงการ ช่วงที่ 4  (กม.173+000-กม.175+135) ปัจจุบันขยายเป็น 6 ช่องจราจร 

เสนอให้คงสภาพเดิมไว้

 

การศึกษาคัดเลือกรูปแบบทางหลวงช่วงที่ผ่านพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

 

แผนที่แนวเส้นทางช่วงผ่านพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม 

 

 

    รูปแบบทางเลือกที่ 1  รูปแบบงานตัดภูเขา (Cut Section)

 

    การออกแบบจะคงถนนเดิมไว้แล้วขยายผิวจราจรใหม่เข้าไปทางด้านภูเขาเพิ่มเติม โดยลักษณะเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร แบ่งแยกทิศทางจราจรด้วยเกาะกลางแบบแท่งคอนกรีต (Median Barrier) พร้อมไหล่ทางกว้าง 1.00 เมตร รูปแบบการก่อสร้างจะมีการตัดลาดภูเขาเพิ่มเติมพร้อมกับระบบระบายน้ำตามแนวขอบภูเขาแบบขั้นบันได  ซึ่งรูปแบบนี้จะมีการรบกวนลาดภูเขาซึ่งมีสภาพของชั้นหินแบบหินทราย และมีชั้นกรวดแทรกเป็นชั้นๆ อาจจะมีปัญหาด้านการทรุดตัวของก้อนหินขนาดใหญ่ หากมีน้ำซึมผ่านชั้นรอยแตกของหินทำให้ก้อนหินขนาดใหญ่หลุดร่วงได้  โดยสภาพปัจจุบันกรมทางหลวงได้ดำเนินการป้องกันไว้ค่อนข้างมีเสถียรภาพแล้ว

ข้อดี   

  • เสถียรภาพของคันทางมีความมั่นคง
  • รบกวนธรรมชาติด้านเดียวของถนนคือด้านตัดภูเขา (ซ้ายทาง) โดยด้านเหว (ขวาทาง) จะไม่มีการก่อสร้าง

ข้อด้อย

  • การขยายเส้นทางเข้าด้านภูเขามีปริมาณงานตัดหินมากที่สุดในรูปแบบทางเลือกทั้งหมด
  • การขยายเส้นทางเข้าทางด้านภูเขาจะมีความเสี่ยงต่อการการทรุดตัวและพังทลายของหินที่หลุดร่วงได้ในอนาคต


 

 รูปแบบทางเลือกที่ 1 : รูปแบบงานตัดภูเขา

 

    รูปแบบทางเลือกที่ 2  รูปแบบงานตัดภูเขาร่วมกับงานถมเหวลึกแบบกำแพงแนวดิ่ง

 

    คือ งานตัดภูเขาส่วนหนึ่งร่วมกับรูปแบบการถมเหวลึกแบบใช้กำแพงกันดินแนวดิ่ง โดยด้านซ้ายของทางหลวงจะมีการขยายผิวจราจรเข้าสู่แนวภูเขา ซึ่งจะต้องมีการตัดภูเขาเพิ่มเติมเล็กน้อย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือด้านขวาจะต้องมีการขยายผิวจราจรออกเช่นกัน แต่เพื่อต้องการลดพื้นที่การก่อสร้างดังนั้น จึงเสนอรูปแบบการขยายโดยใช้กำแพงกันดินแนวดิ่งแบบ MSE Wall ช่วยเสริมกำลังรับแรงดิน ส่วนองค์ประกอบทางหลวงและระบบระบายน้ำจะเป็นเช่นเดียวกับรูปแบบทางเลือกที่ 1 นี้

ข้อดี

  • การขยายผิวจราจรจะแบ่งออก 2 ด้าน และใช้พื้นที่ไม่มาก คือ ด้านติดภูเขาส่วนหนึ่ง และด้านถมเหวลึกอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีงานตัดเขาเล็กน้อยและไม่ถมเหวมากนัก

ข้อด้อย

  • การขยายเส้นทางเข้าด้านภูเขาจะมีความเสี่ยงต่อการการทรุดตัว และพังทลายของหินหลุดร่วงได้ในอนาคตเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1
  • ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติทั้ง 2 ด้านคือ ด้านภูเขาสูง (ซ้ายทาง) และด้านเหวลึก (ขวาทาง)
  • ช่วงระยะก่อสร้างจะมีการตัดหน้าผาในด้านภูเขาสูง และถมดินในด้านเหวลึก ซึ่งอาจจะต้องสลับการก่อสร้างทั้ง 2 ด้านในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทำให้จัดการจราจรยุ่งยากขึ้น และเสียเวลาก่อสร้างมากกว่าเดิม

     

 

รูปแบบทางเลือกที่ 2 :  รูปแบบงานตัดภูเขาร่วมกับงานถมเหวลึกแบบกำแพงแนวดิ่ง

 

      รูปแบบทางเลือกที่ 3 รูปแบบงานถมเหวลึกแบบกำแพงแนวดิ่ง

 

      เป็นรูปแบบที่จะก่อสร้างด้านเหวลึกด้านเดียว โดยจะคงสภาพด้านภูเขาไว้เช่นเดิมไม่มีการตัดภูเขาด้านซ้ายทางเพิ่มเติม ส่วนรูปแบบการก่อสร้างด้านเหวลึกจะใช้เทคนิคของการก่อสร้างกำแพงแนวดิ่ง เพื่อลดพื้นที่ก่อสร้างให้ใช้พื้นที่น้อยที่สุด และเพียงพอต่อการก่อสร้างเช่นเดียวกับองค์ประกอบของทางหลวงรูปแบบอื่น ๆ

ข้อดี 

  • ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติด้านเดียวคือด้านถมเหวลึก (ขวาทาง) และมีผลกระทบด้านการใช้พื้นที่น้อยที่สุด
  • การขยายคันทางด้านขอบเหวมีปริมาณงานตัดหินน้อยที่สุด
  • สามารถจัดการจราจรได้ง่ายกว่ารูปแบบทางเลือกอื่น

ข้อด้อย

  • การขยายเส้นทางด้านขอบเหวมีความลึกมาก ต้องมีการใช้โครงสร้างป้องกันดินมากกว่าการก่อสร้างรูปแบบอื่นๆ

 

รูปแบบทางเลือกที่ 3 :  รูปแบบงานถมเหวลึกแบบกำแพงแนวดิ่ง

 

Copyright : 2016 hw225phetchabun-chaiyaphum.com
บริษัทรับทำเว็บไซต์ Design By Cw.in.th